วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 1 การคัดเลือกหุ้นโดยตัดกลุ่มธุรกิจที่ไม่น่าสนใจออก

การพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเงิน ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางหรือ FED อัตรานักลงทุนจากต่างชาติ สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อสงคราม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ราคาที่ดิน ความแห้งแล้งเพราะฤดูกาล โครงการรัฐบาล นโยบายกีดกันทางการค้าของต่างชาติ และ ปัจจัยเยอะแยะมากมาย ล้วนส่งผลต่อภาพรวมทางธุรกิจ การซื้อหุ้นบางตัวโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ อาจทำให้คุณได้หุ้นที่มีราคา "แพง" หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นคุณจะไม่มีทางขายทำกำไรได้อีกเลย เพราะได้ติดดอยตลอดกาล และปัจจัยที่กล่าวมาอาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อธุรกิจกลุ่มนั้นก็ได้ ที่ทำให้เราต้องเลือกที่จะ "ไม่ซื้อ" เอ๊ะยังไง

กฏของการลงทุนที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ขาดทุน ถ้าขาดทุนแล้วคุณจะทำธุรกิจไปทำไม นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่มีปัจจัยบวก นั่นทำให้ซื้อได้ในราคาที่แพง และมักจะขายขาดทุนตอนที่เกิดปัจจัยลบ แต่นักลงทุนที่ฉลาดมักจะซื้อหุ้นในขณะที่เกิดปัจจัยลบ และ จะขายได้ราคาในขณะที่เกิดปัจจัยบวก  เพราะฉะนั้นบทนี้จะว่าด้วยการลงทุนในหุ้นโดยตัดกลุ่มที่ราคาแพงเพราะปัจจัยบวกนั่นเอง

กลุ่มธุรกิจเกษตรกรรม

แน่นอนว่าปัจจัยเช่น ภูมิอากาศ ภัยแล้ง ภัยภิบัติ นโยบายด้านราคาของรัฐบาล ค่าเงินบาท ล้วนมีผลต่อหุ้นกลุ่มนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม บ้านเราปลูกอะไรก็ขึ้นง่าย บ้านผมมีที่เดินเล็กๆอยู่ข้างบ้าน พ่อผมปลูกกล้วย มะม่วง แบบทิ้งๆขว้างๆ กลับออกดอกออกผลดี นำมาแลกกับผลไม้จากบ้านข้างๆได้ แต่นั่นมันเป็นผลดีต่อกสิกรหรือว่าธุรกิจที่กลุ่มนี้กันแน่ เพราะถ้าหากผลิตสินค้าได้ง่าย และมากจนล้นตลาด สินค้านั้นก็จะไม่มีราคา ทำไมเราต้องซื้อจากคนอื่นด้วยในเมื่อเราก็ปลูกเองได้ เพราะฉะนั้น หากฝนตกตลอดฤดู สินค้าเก็บเกี่ยวง่าย กสิกรก็จะโดนกดราคาจากนายทุน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจกลุ่มนี้เพราะมีต้นทุนที่ต่ำ แต่ไม่เป็นผลดีกับกสิกรเลย และ รัฐบาลก็จำเป็นต้องออกนโยบายแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือ

แต่ปัญหาก็คือ เรารับรู้ข่าวสารนี้คนเดียวหรือ?

ณ ไตรมาส X บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรลดลงเพราะภัยแล้ง ทำให้หาซื้อ มันสำปะหลังได้ยากและมีราคาแพงขึ้นเนื้องจากผลผลิตน้อย

ณ ไตรมาส Y บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรดีขึ้นเพราะ ได้กว้านซื้อมันสำปะหลังจากกสิกรในราคาถูกเนื่องจากมีผลผลิตเยอะ

ณ ไตรมาส Z บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรลดลงเนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการประกันราคามันสำปะหลัง ทำให้ต้องซื้อมันจากกสิกรด้วยราคาที่แพงขึ้น

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกซื้อหุ้นบริษัท XYZ นี้ที่ไตรมาสไหน?

กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

ถือเป็นกลุ่มที่มีกำไรต่ำและอัตรามาร์จินหรืออัตราส่วนกำไรต่อรายได้ไม่สูงนัก เนื่องจากมีคู่แข่งเยอะ
ลูกค้ามีทางเลือกสูง มีการแข่งขันกันดุเดือด แต่จัดเป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่ได้เรื่อยๆ และปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไร เป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและมักจะมีการเติบโตไปพร้อมกัน

ดังนั้นหากธุรกิจค้าปลีกเติบโตดี กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก็จะเติบโตตาม

และมักจะมีการเติบโตสูงเมื่อหน้าเทศกาลที่มีวันหยุดยาวเช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ก่อนเข้าพรรษา หลังออกพรรษา จริงๆประเทศไทยมีเทศกาลบ่อย วิธีคิดก่อนที่จะซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ ควรตั้งเป้าหมายว่าจะขายเมื่อใด เช่น ขายเมื่อมียอดขายสูงสุด อาจจะช่วงเทศกาลหยุดยาวมากๆ หรือ ช่วงที่รัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวางเป้าหมายการขายได้แล้ว

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มช่วงเวลาไหน?

จงอย่าลืมว่าถ้าคุณไม่รู้ว่าจะขายหุ้นนั้นที่ช่วงเวลาไหนก็จงอย่าซื้อ

กลุ่มธุรกิจอุปโภคบริโภค

ธุรกิจในกลุ่มนี้ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เลนส์ เครื่องประดับตบแต่งบ้าน และ ของใช้อื่นๆ ก็จัดเป็นธุรกิจที่มี อัตราส่วนกำไรต่อรายได้ไม่สูงมาก ธุรกิจขายเครื่องใช้ในบ้านอาจจะทำยอดขายได้สูงในบางช่วง เช่นเกิดเหตุ อุทกภัย ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยและคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นการจะพิจารณาซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ อาจจะต้องประเมินถึงการเติบโตของบริษัท ว่ามีการเติบโตสม่ำเสมอทุกปีหรือไม่ แต่ก็มีสินค้าบางประเภท ยกตัวอย่างเช่นแว่นตา ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น ก็มีโอกาสทำให้มาร์จินสูงและเพิ่มขึ้นทุกปีก็ได้

ดังนั้นการพิจารณาธุรกิจกลุ่มนี้ควรที่จะพิจารณาเป็นรายตัวมากกว่าที่จะเหมารวม และนั่นคือโอกาสที่เราจะได้หุ้นดีและราคาถูกโดยที่นักลุงทุนอื่นยังมองไม่เห็น

กลุ่มธุรกิจธนาคารและสินเชื่อ

หุ้นกลุ่มธนาคารและสินเชื่อมักจะแปรผันตรงกับสภาวะทางเศรษฐกิจและมีทิศทางตรงกันข้ามกับราคาทอง นั่นคือเศรษฐกิจดี มีการจับจ่ายใช้สอยเยอะ มีการกู้เงินสูง ราคาอสังหาพุ่ง หุ้นกลุ่มนี้ก็จะเติบโตดี และ หากเศรษฐกิจร้อนแรงเกิน หรือ ฟองสบู่เริ่มใกล้แตก ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามาควบคุมโดยการเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อลดเงินที่มากเกินในระบบ หุ้นกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มแรกๆที่ได้รับผลกระทบ

การจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ควรจะพิจารณาให้ดีว่า เราอยากจะอยู่ด้านไหนของการลงทุนระหว่าง กลุ่มผู้ถือหุ้น กับ กลุ่มเจ้าหนี้ นั่นก็คือ ผู้เป็นเจ้าของเงินฝากนั่นเอง ซึ่งสัดส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นนั้นจะน้อยกว่ากลุ่มเจ้าหนี้มาก นั่นเป็นคำตอบของ เหตุการณ์ที่ว่า หากประเทศใดเกิดวิกฤตทางการเงิน หรือ ฟองสบู่แตก เช่น ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ กรีซ รวมถึง ดอยซ์แบงค์ของเยอรมัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเจ้าหนี้ที่เป็นเจ้าของเงินฝากนั่นเอง

ลองพิจารณาให้ถี่ถ้วนดีๆว่า ธุรกิจธนาคารไม่มีความเสี่ยงจริงหรือ?

และถ้าไม่มีความเสี่ยง ควรจะลงทุนช่วงจังหวะไหน

ราคาอหังสาริมทรัพย์พุ่งขึ้นสูง และ ธนาคารแห่งประเทศประกาศขึ้นดอกเบี้ย
ราคาอหังสาริมทรัพย์ชะลอตัว และ ธนาคารแห่งประเทศประกาศลดดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐประกาศลดดอกเบี้ย

ก่อนที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ก็ควรรู้ล่วงหน้าจะขายเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรโดยต้องไม่ลืมกฏง่ายๆของการลงทุน นั่นก็คือ ราคาขาย ต้องมากกว่า ราคาซื้อ

กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และประกัน

หุ้นในกลุ่มธุรกิจนี้โดยภาพรวมมักไม่ได้มีการเติบโตอะไรมาก และโดยมากแล้วมีอัตราส่วนหนี้ที่สูง ซึ่งผมมักจะตัดหุ้นกลุ่มนี้ออกจากตัวเลือกแรกๆ เพราะต้องการหาหุ้นที่เติบโต แต่หากต้องการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จริงๆก็ควรพิจารณาเป็นรายตัว ก็ ไม่แน่ว่าอาจจะเจอของดีที่ซ่อนอยู่ก็ได้ ซึ่งในบทถัดๆไปผมจะสอนวิธีการพิจารณาจากงบการเงินครับ

โปรดติดตามการวิเคราะห์หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม อสังหา พลังงาน บริการ และ เทคโนโลยีได้ ในบทความต่อไปครับ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น