วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การหาราคาที่เหมาะสม ด้วย วิธีคิดที่เข้าใจง่าย

การลงทุนในหุ้นหลักๆแล้วเราจะได้กำไรจากสองอย่างได้แก่ กำไรจากราคาหุ้นที่แพงขึ้น และ เงินปันผล (กรณีปันผลเป็นเงิน) คิดเป็นสูตรง่ายๆคือ

R (ผลตอบแทนรวม) = r (ราคาที่เพิ่มขึ้นคิดเป็น %) + DVD Yield (ปันผลคิดเป็น %)

ยกตัวอย่างเช่น นายดุกซื้อหุ้นบริษัท EOSS-TH ราคา 90 บาท ปีหน้าราคาเพิ่มขึ้น 10% และ ออกปันผล 10 บาท ถามว่านายถุกได้ผลตอบแทนรวมกี่ %

ราคาหุ้นปีหน้า = 90 x (1+0.1) = 99
ปันผล % = (10/90)x100 = 11.11 %

เพราะฉะนั้นผลตอบแทนรวมที่นายดุกจะได้ต่อหุ้น 1 ตัว คือ 10 + 11.11 = 21.11 % ของ 90 บาท 
= 18.99  บาท นั่นคือได้ กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น 9 บาทรวมด้วยเงินปันผล 10 บาท

หรือเราจะเขียนเป็นสูตรได้ว่า
R = r + D/P
โดยที่ R = ผลตอบแทนรวม
r = อัตราราคาที่เพิ่มขึ้น
D = ปันผล
P = ราคาปัจจุบัน

ทีนี้เปลี่ยนใหม่ ถ้าดุกโลภมากต้องการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนรวมถึง 30% โดยที่ดุกรู้ว่าราคาเติบโต 10% และปันผล 10 บาทถามว่าดุกควรจะซื้อหุ้นนี้ที่ราคาเท่าไร

จาก R = r + D/P 
หรือ R - r = D/P
หรือ P = D/(R-r) คุ้นๆมั้ยสูตรนี้

นั่นคือ ราคาปัจจุบันคือ 10/(0.3-0.1) =  50 บาท !

นั่นหมายความว่า ดุกต้องรอให้ราคาหุ้นลงมา 50 บาท ถึงจะเริ่มเก็บได้ หรือหากว่าเป็นไปได้ยาก ดุกก็ต้องคาดหวังให้น้อยลง 

สูตร P = D(R-r) แท้จริงแล้วคือสูตรการคิดลดปันผลของ Gordon และจะเป็นการดีถ้าท่านสามารถพลิกแพงเอาไปใช้ได้โดยที่ไม่ต้องท่องจำ เพราะท่านเข้าใจพื้นฐานของมันจริงๆ ถ้ายังไม่เข้าใจก็วนกลับไปอ่านบรรทัดแรกใหม่นะครับ

แล้วถามว่าจำเป็นมั้ยต้องใช้สูตรนี้ ถ้าให้ผมตอบก็คงจะบอกว่าเอาไว้ประเมินคร่าวๆแค่นั้นเอง
แต่อย่างน้อยท่านก็จะมีกรอบในการตัดสินใจ ที่จะเลือกซื้อที่ราคานี้หรือไม่ ตามการคาดหวังผลตอบแทนของท่าน

การลงทุนมีความเสี่ยงและการใช้เครื่องมือที่ไม่เข้าใจที่มาที่ไปนั้นเสี่ยงกว่า
มีความสุขกับการลงทุนครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การลงทุนในหุ้นปันผล

ในบทความนี้จะเป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอีกแนวหนึ่ง คือการลงทุนโดยหวังเงินปันผล เหมาะสำหรับ
นักลงทุนที่ต้องการออมเงินในหุ้น และ ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่า ดอกเบี้ยเงินฝาก หรือ อัตราเงินเฟ้อ โดยที่ไม่ต้องการความเสี่ยงมากนัก ดังนั้นถ้าท่านมีเงินเหลือเก็บ ก็แนะนำให้แบ่งเงินลงทุนมาออมในหุ้นประเภทนี้

ดังนั้นเราจึงเลือก ธุรกิจที่เติบโตเต็มที่ อิ่มตัว มีกำไรสม่ำเสมอ มีปริมาณหนี้ที่พอเหมาะ และที่สำคัญ ต้องมีการออกปันผลสม่ำเสมอ วันนี้ก็จะขอแนะนำ "Seto" เครื่องมืออีกตัวในการคัดกรองหุ้นประเภทนี้ สำหรับผู้ใช้ Android ครับ


Filter ที่ผมใช้บ่อยนั่นคือ ROE มากกว่า 20 และ DVD ในอดีตมากกว่า 7%


เราก็จะเห็นรายการหุ้นที่ผ่านการกรองแล้ว


เพื่อความแน่ใจเราควรจะดูประวัติการปันผลในอดีตด้วย เราก็จะเห็นนโยบายการปันผล ก็จะได้ดูว่าเขาทำอย่างที่พูดหรือไม่และเห็น EPS ย้อนหลังซึ่งสะท้อนกำไรในอดีต



หรือเราอยากจะรู้จักกิจการมากกว่านี้ก็ลองกดที่ชื่อบริษัท ก็จะเห็นเวปไซท์ ซึ่งสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของธุรกิจได้ หรือจะไปดาวน์โหลดแบบ 56-1 มาอ่านประกอบการพิจารณาด้วยก็ดี ซึ่งหัวข้อที่ควรรู้ก็คือ ธุรกิจหลักและความเสี่ยงของบริษัทคืออะไร ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัวหรือยังมีระบบแบบกงสีหรือไม่ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ควรพิจารณาให้ดีก่อนการลงทุนนะครับ ซึ่งจะมีรายละเอียดในบทความต่อๆไป

ขอให้มีความสุขกับการลงทุนครับ ^^


วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 1 การคัดเลือกหุ้นโดยตัดกลุ่มธุรกิจที่ไม่น่าสนใจออก

การพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเงิน ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางหรือ FED อัตรานักลงทุนจากต่างชาติ สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อสงคราม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ราคาที่ดิน ความแห้งแล้งเพราะฤดูกาล โครงการรัฐบาล นโยบายกีดกันทางการค้าของต่างชาติ และ ปัจจัยเยอะแยะมากมาย ล้วนส่งผลต่อภาพรวมทางธุรกิจ การซื้อหุ้นบางตัวโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ อาจทำให้คุณได้หุ้นที่มีราคา "แพง" หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นคุณจะไม่มีทางขายทำกำไรได้อีกเลย เพราะได้ติดดอยตลอดกาล และปัจจัยที่กล่าวมาอาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อธุรกิจกลุ่มนั้นก็ได้ ที่ทำให้เราต้องเลือกที่จะ "ไม่ซื้อ" เอ๊ะยังไง

กฏของการลงทุนที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ขาดทุน ถ้าขาดทุนแล้วคุณจะทำธุรกิจไปทำไม นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่มีปัจจัยบวก นั่นทำให้ซื้อได้ในราคาที่แพง และมักจะขายขาดทุนตอนที่เกิดปัจจัยลบ แต่นักลงทุนที่ฉลาดมักจะซื้อหุ้นในขณะที่เกิดปัจจัยลบ และ จะขายได้ราคาในขณะที่เกิดปัจจัยบวก  เพราะฉะนั้นบทนี้จะว่าด้วยการลงทุนในหุ้นโดยตัดกลุ่มที่ราคาแพงเพราะปัจจัยบวกนั่นเอง

กลุ่มธุรกิจเกษตรกรรม

แน่นอนว่าปัจจัยเช่น ภูมิอากาศ ภัยแล้ง ภัยภิบัติ นโยบายด้านราคาของรัฐบาล ค่าเงินบาท ล้วนมีผลต่อหุ้นกลุ่มนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม บ้านเราปลูกอะไรก็ขึ้นง่าย บ้านผมมีที่เดินเล็กๆอยู่ข้างบ้าน พ่อผมปลูกกล้วย มะม่วง แบบทิ้งๆขว้างๆ กลับออกดอกออกผลดี นำมาแลกกับผลไม้จากบ้านข้างๆได้ แต่นั่นมันเป็นผลดีต่อกสิกรหรือว่าธุรกิจที่กลุ่มนี้กันแน่ เพราะถ้าหากผลิตสินค้าได้ง่าย และมากจนล้นตลาด สินค้านั้นก็จะไม่มีราคา ทำไมเราต้องซื้อจากคนอื่นด้วยในเมื่อเราก็ปลูกเองได้ เพราะฉะนั้น หากฝนตกตลอดฤดู สินค้าเก็บเกี่ยวง่าย กสิกรก็จะโดนกดราคาจากนายทุน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจกลุ่มนี้เพราะมีต้นทุนที่ต่ำ แต่ไม่เป็นผลดีกับกสิกรเลย และ รัฐบาลก็จำเป็นต้องออกนโยบายแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือ

แต่ปัญหาก็คือ เรารับรู้ข่าวสารนี้คนเดียวหรือ?

ณ ไตรมาส X บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรลดลงเพราะภัยแล้ง ทำให้หาซื้อ มันสำปะหลังได้ยากและมีราคาแพงขึ้นเนื้องจากผลผลิตน้อย

ณ ไตรมาส Y บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรดีขึ้นเพราะ ได้กว้านซื้อมันสำปะหลังจากกสิกรในราคาถูกเนื่องจากมีผลผลิตเยอะ

ณ ไตรมาส Z บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรลดลงเนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการประกันราคามันสำปะหลัง ทำให้ต้องซื้อมันจากกสิกรด้วยราคาที่แพงขึ้น

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกซื้อหุ้นบริษัท XYZ นี้ที่ไตรมาสไหน?

กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

ถือเป็นกลุ่มที่มีกำไรต่ำและอัตรามาร์จินหรืออัตราส่วนกำไรต่อรายได้ไม่สูงนัก เนื่องจากมีคู่แข่งเยอะ
ลูกค้ามีทางเลือกสูง มีการแข่งขันกันดุเดือด แต่จัดเป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่ได้เรื่อยๆ และปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไร เป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและมักจะมีการเติบโตไปพร้อมกัน

ดังนั้นหากธุรกิจค้าปลีกเติบโตดี กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก็จะเติบโตตาม

และมักจะมีการเติบโตสูงเมื่อหน้าเทศกาลที่มีวันหยุดยาวเช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ก่อนเข้าพรรษา หลังออกพรรษา จริงๆประเทศไทยมีเทศกาลบ่อย วิธีคิดก่อนที่จะซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ ควรตั้งเป้าหมายว่าจะขายเมื่อใด เช่น ขายเมื่อมียอดขายสูงสุด อาจจะช่วงเทศกาลหยุดยาวมากๆ หรือ ช่วงที่รัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวางเป้าหมายการขายได้แล้ว

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มช่วงเวลาไหน?

จงอย่าลืมว่าถ้าคุณไม่รู้ว่าจะขายหุ้นนั้นที่ช่วงเวลาไหนก็จงอย่าซื้อ

กลุ่มธุรกิจอุปโภคบริโภค

ธุรกิจในกลุ่มนี้ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เลนส์ เครื่องประดับตบแต่งบ้าน และ ของใช้อื่นๆ ก็จัดเป็นธุรกิจที่มี อัตราส่วนกำไรต่อรายได้ไม่สูงมาก ธุรกิจขายเครื่องใช้ในบ้านอาจจะทำยอดขายได้สูงในบางช่วง เช่นเกิดเหตุ อุทกภัย ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยและคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นการจะพิจารณาซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ อาจจะต้องประเมินถึงการเติบโตของบริษัท ว่ามีการเติบโตสม่ำเสมอทุกปีหรือไม่ แต่ก็มีสินค้าบางประเภท ยกตัวอย่างเช่นแว่นตา ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น ก็มีโอกาสทำให้มาร์จินสูงและเพิ่มขึ้นทุกปีก็ได้

ดังนั้นการพิจารณาธุรกิจกลุ่มนี้ควรที่จะพิจารณาเป็นรายตัวมากกว่าที่จะเหมารวม และนั่นคือโอกาสที่เราจะได้หุ้นดีและราคาถูกโดยที่นักลุงทุนอื่นยังมองไม่เห็น

กลุ่มธุรกิจธนาคารและสินเชื่อ

หุ้นกลุ่มธนาคารและสินเชื่อมักจะแปรผันตรงกับสภาวะทางเศรษฐกิจและมีทิศทางตรงกันข้ามกับราคาทอง นั่นคือเศรษฐกิจดี มีการจับจ่ายใช้สอยเยอะ มีการกู้เงินสูง ราคาอสังหาพุ่ง หุ้นกลุ่มนี้ก็จะเติบโตดี และ หากเศรษฐกิจร้อนแรงเกิน หรือ ฟองสบู่เริ่มใกล้แตก ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามาควบคุมโดยการเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อลดเงินที่มากเกินในระบบ หุ้นกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มแรกๆที่ได้รับผลกระทบ

การจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ควรจะพิจารณาให้ดีว่า เราอยากจะอยู่ด้านไหนของการลงทุนระหว่าง กลุ่มผู้ถือหุ้น กับ กลุ่มเจ้าหนี้ นั่นก็คือ ผู้เป็นเจ้าของเงินฝากนั่นเอง ซึ่งสัดส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นนั้นจะน้อยกว่ากลุ่มเจ้าหนี้มาก นั่นเป็นคำตอบของ เหตุการณ์ที่ว่า หากประเทศใดเกิดวิกฤตทางการเงิน หรือ ฟองสบู่แตก เช่น ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ กรีซ รวมถึง ดอยซ์แบงค์ของเยอรมัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเจ้าหนี้ที่เป็นเจ้าของเงินฝากนั่นเอง

ลองพิจารณาให้ถี่ถ้วนดีๆว่า ธุรกิจธนาคารไม่มีความเสี่ยงจริงหรือ?

และถ้าไม่มีความเสี่ยง ควรจะลงทุนช่วงจังหวะไหน

ราคาอหังสาริมทรัพย์พุ่งขึ้นสูง และ ธนาคารแห่งประเทศประกาศขึ้นดอกเบี้ย
ราคาอหังสาริมทรัพย์ชะลอตัว และ ธนาคารแห่งประเทศประกาศลดดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐประกาศลดดอกเบี้ย

ก่อนที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ก็ควรรู้ล่วงหน้าจะขายเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรโดยต้องไม่ลืมกฏง่ายๆของการลงทุน นั่นก็คือ ราคาขาย ต้องมากกว่า ราคาซื้อ

กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และประกัน

หุ้นในกลุ่มธุรกิจนี้โดยภาพรวมมักไม่ได้มีการเติบโตอะไรมาก และโดยมากแล้วมีอัตราส่วนหนี้ที่สูง ซึ่งผมมักจะตัดหุ้นกลุ่มนี้ออกจากตัวเลือกแรกๆ เพราะต้องการหาหุ้นที่เติบโต แต่หากต้องการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จริงๆก็ควรพิจารณาเป็นรายตัว ก็ ไม่แน่ว่าอาจจะเจอของดีที่ซ่อนอยู่ก็ได้ ซึ่งในบทถัดๆไปผมจะสอนวิธีการพิจารณาจากงบการเงินครับ

โปรดติดตามการวิเคราะห์หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม อสังหา พลังงาน บริการ และ เทคโนโลยีได้ ในบทความต่อไปครับ



สำหรับคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นนักลงทุน หรือนักลงทุนหน้าใหม่ ผู้มักจะถูกจัดกลุ่มว่าเป็น "แมงเม่า" คงไม่มีใครชอบใจคำๆนี้ แต่สุดท้ายก็คงจะมืดแปดด้านไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ผมมีเพื่อนหลายคนที่เล่นหุ้น ส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จนั่นคือพอร์ทไปแตะที่ระดับร้อยล้าน แต่ส่วนใหญ่จะย่ำอยู่กับที่ นั่นเป็นคำถามว่าเพราะอะไร คนสองกลุ่มนี้ถึงต่างกัน กลุ่มที่ประสบความสำเร็จมีวิธีคิดและตัดสินใจต่างจากกลุ่มที่ประสบความล้มเหลวตรงไหน และที่ผมแปลกใจที่สุดคือ ในกลุ่มคนที่ประสบความล้มเหลวนั้น ก็ยังมีบางคนที่ทำการบ้านหนักไม่แพ้กลุ่มที่สำเร็จ และที่แย่ไปกว่านั้นคือคนกลุ่มนี้รู้ว่าตัวเองผิดพลาด แต่ไม่รู้ว่าพลาดที่ไหน พวกเขาจึงเลือกที่จะโละวิธีการทิ้งทั้งหมด เช่นบางคนจากที่เป็นแนวนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า กลับไปใช้วิธีการเชิงเทคนิกในการหาจังหวะเลือกซื้อหุ้น ทำให้ได้ราคาที่แพง หรือไปขายตัดราคาทำให้ขาดทุนทั้งๆที่เป็นหุ้นที่พื้นฐานดี ความผิดพลาดเหล่านี้เมื่อสะสมกันบ่อยๆ ทำให้เกิดการขาดทุนทบต้น ผลคือจากที่เคยกำไร พอร์ทก็ย่ำอยู่กับที่ จงจำไว้ว่า

คนโง่ที่ขยันมักจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าคนโง่ที่ขี้เกียจหลายเท่า

เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่เข้าใจบริษัทที่คุณกำลังจะซื้อ ก็จงอย่าซื้อ

บทความที่จะแบ่งปันนี้มีมีทั้งหมด 7 หัวข้อ ว่าด้วยเรื่องการซื้อหุ้นโดยตัดบริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ออก
แน่นอนว่าหุ้นที่ดีมักจะมีราคาแพง เนื่องจากนักลงทุนเน้นคุณค่าได้รับรู้ข่าวสารกันไปหมดแล้ว ถามว่าเราจะเลือกซื้อหุ้นที่ดีและราคาแพงเนื่องจากยังมีอนาคต หรือ เราจะรอจังหวะให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยช้อนซื้อ หรือ เราจะค้นหาหุ้นดีที่ราคาถูกเพราะยังไม่มีคนรับรู้ แต่ไม่ว่าจะเลือกวีธีไหนก็ตาม เราก็ต้องการหุ้นที่ "ดี" ทั้งนั้น

วิธีการตัดตัวเลือกทั้ง 7 วิธีที่จะกล่าวถึง จัดเป็นวิธีที่เป็นระบบ ไม่ใช้ความรู้สึกเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการมองหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานจริงๆ แล้วค่อยๆตัดทีละตัว หรือ ทีละหลายๆตัวออก ซึ่งผู้เขียนประสบความสำเร็จกับวิธีนี้มาแล้ว จึงได้นำมาแบ่งปัน และ หวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับนักลงทุนมือใหม่ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกนิยามว่าเป็น "แมงเม่า" อีกต่อไป








วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559


เตรียมพบกับบทความ

ยอดหุ้น

ค้นหาสุดยอดหุ้นด้วยตัวเองโดยวิธีการตัดตัวเลือกสำหรับนักลงทุนมือใหม่

  1. ตัดกลุ่มธุรกิจที่ไม่น่าสนใจออก
  2. ตัดหุ้นที่มีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นทุกปี
  3. ตัดหุ้นที่มีการเพิ่มทุนทุกปี
  4. ตัดหุ้นที่มีกำไรหดลงทุกปี
  5. ตัดหุ้นที่มี Margin ลดลงทุกปี
  6. ตัดหุ้นราคาแพงออก
  7. ตัดหุ้นที่ราคาทำนายว่าจะลด
สวัสดีครับ อันนี้ก็จะเป็นโพสแรกที่สอนเกี่ยวกับการคัดกรองหุ้นโดยดูจากพื้นฐาน สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่รู้จะซื้อหุ้นตัวไหนดี นี่ก็เข้าหน้าหนาวแล้ว และเป็นหน้าเทศกาล คนน่าจะออกต่างจังหวัดเยอะ
เพราะฉะนั้น กลุ่มธุรกิจที่น่าจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดก็
คือ...
คือ...
คือ...
โรงพยาบาลลล ครับ บางคนอาจจะแย้งว่า มันน่าจะเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเช่นโรงแรมไม่ใช่เหรอฟะ ก็ถูกครับ แต่เอาเป็นว่า ธุรกิจโรงพยาบาลมีการเติบโตตลอดทุกปี และสังคมไทย เป็นสังคมอุดมด้วย เบาหวาน ไต ผู้สูงอายุ ศัลยกรรม รวมไปถึง

อุบัติเหตุ ครับ

เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาสอนดูหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลกัน เริ่มจาก เลือก Health care servicesโลด


จากนั้นจะเห็นว่าหุ้นในกลุ่มนี้มีตั้งเยอะนะ 18 ตัว แล้วจะเอาตัวไหนดีล่ะ


ลองตะแคงดูก็จะเห็น P/E ไม่เท่ากันอีก แล้วมันบอกอะไรเรา มันบอกถึงจำนวนปีที่คืนทุน ถ้า P/E ยิ่งน้อยคืนทุนยิ่งเร็ว นั่นคือหุ้นราคาถูก แต่แค่นี้มันจะพอหรือ



ถ้าอย่างงั้นเรามาตัดหุ้นที่ P/E สูงๆออกไปเลยโดยเลือกเมนู P/E < Mean นั่นหมายถึงเอาหุ้นที่ P/E น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของ P/E ในกลุ่มนี้



ก็จะเห็นจำนวนหุ้นลดลงเหลือเท่านี้ ทีนี้ไอ้เขียวๆอ่อนคือการเติบโตของกำไร ส่วนสีเทาๆอ่อนคือการเติบโตของทุน (หรือหนี้ลด)


เราสามารถกดที่ Net Growth เพื่อให้มันเรียงการเติบโตของกำไรจากมากไปน้อยได้



หรือกดที่ P/E เพื่อให้เรียงหุ้นจาก P/E น้อยไปมากๆได้ จะเห็นว่า P/E สูงเกิน 20 ทั้งนั้น
อาจเป็นเพราะหุ้นในกลุ่มนี้ได้มีคนเก็งล่วงหน้าก่อนเรามานานนนนนละ ทำให้ราคาสูง


ลองหยิบ NTV มาดูสักตัวซึ่ง P/E กลางๆสำหรับกลุ่มนี้ จะเห็นว่า กำไรมีการเติบโตขึ้นทุกปี และมีอัตราส่วนหนี้ที่ลดลง (ผมไม่ได้เป็นม้านะ ฮี้ๆ)


มาดูราคาในช่วง 3 เดือนจะเห็นแนวโน้มที่ลดลง เราอาจจะรอจังหวะในการซื้อ หรือ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก งบ 56-1 ก่อน




อย่างไรก็ตามการลงทุนมีความเสี่ยง
ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจครับผม ^^