วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การหาราคาที่เหมาะสม ด้วย วิธีคิดที่เข้าใจง่าย

การลงทุนในหุ้นหลักๆแล้วเราจะได้กำไรจากสองอย่างได้แก่ กำไรจากราคาหุ้นที่แพงขึ้น และ เงินปันผล (กรณีปันผลเป็นเงิน) คิดเป็นสูตรง่ายๆคือ

R (ผลตอบแทนรวม) = r (ราคาที่เพิ่มขึ้นคิดเป็น %) + DVD Yield (ปันผลคิดเป็น %)

ยกตัวอย่างเช่น นายดุกซื้อหุ้นบริษัท EOSS-TH ราคา 90 บาท ปีหน้าราคาเพิ่มขึ้น 10% และ ออกปันผล 10 บาท ถามว่านายถุกได้ผลตอบแทนรวมกี่ %

ราคาหุ้นปีหน้า = 90 x (1+0.1) = 99
ปันผล % = (10/90)x100 = 11.11 %

เพราะฉะนั้นผลตอบแทนรวมที่นายดุกจะได้ต่อหุ้น 1 ตัว คือ 10 + 11.11 = 21.11 % ของ 90 บาท 
= 18.99  บาท นั่นคือได้ กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น 9 บาทรวมด้วยเงินปันผล 10 บาท

หรือเราจะเขียนเป็นสูตรได้ว่า
R = r + D/P
โดยที่ R = ผลตอบแทนรวม
r = อัตราราคาที่เพิ่มขึ้น
D = ปันผล
P = ราคาปัจจุบัน

ทีนี้เปลี่ยนใหม่ ถ้าดุกโลภมากต้องการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนรวมถึง 30% โดยที่ดุกรู้ว่าราคาเติบโต 10% และปันผล 10 บาทถามว่าดุกควรจะซื้อหุ้นนี้ที่ราคาเท่าไร

จาก R = r + D/P 
หรือ R - r = D/P
หรือ P = D/(R-r) คุ้นๆมั้ยสูตรนี้

นั่นคือ ราคาปัจจุบันคือ 10/(0.3-0.1) =  50 บาท !

นั่นหมายความว่า ดุกต้องรอให้ราคาหุ้นลงมา 50 บาท ถึงจะเริ่มเก็บได้ หรือหากว่าเป็นไปได้ยาก ดุกก็ต้องคาดหวังให้น้อยลง 

สูตร P = D(R-r) แท้จริงแล้วคือสูตรการคิดลดปันผลของ Gordon และจะเป็นการดีถ้าท่านสามารถพลิกแพงเอาไปใช้ได้โดยที่ไม่ต้องท่องจำ เพราะท่านเข้าใจพื้นฐานของมันจริงๆ ถ้ายังไม่เข้าใจก็วนกลับไปอ่านบรรทัดแรกใหม่นะครับ

แล้วถามว่าจำเป็นมั้ยต้องใช้สูตรนี้ ถ้าให้ผมตอบก็คงจะบอกว่าเอาไว้ประเมินคร่าวๆแค่นั้นเอง
แต่อย่างน้อยท่านก็จะมีกรอบในการตัดสินใจ ที่จะเลือกซื้อที่ราคานี้หรือไม่ ตามการคาดหวังผลตอบแทนของท่าน

การลงทุนมีความเสี่ยงและการใช้เครื่องมือที่ไม่เข้าใจที่มาที่ไปนั้นเสี่ยงกว่า
มีความสุขกับการลงทุนครับ

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 1 การคัดเลือกหุ้นโดยตัดกลุ่มธุรกิจที่ไม่น่าสนใจออก

การพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเงิน ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางหรือ FED อัตรานักลงทุนจากต่างชาติ สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อสงคราม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ราคาที่ดิน ความแห้งแล้งเพราะฤดูกาล โครงการรัฐบาล นโยบายกีดกันทางการค้าของต่างชาติ และ ปัจจัยเยอะแยะมากมาย ล้วนส่งผลต่อภาพรวมทางธุรกิจ การซื้อหุ้นบางตัวโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ อาจทำให้คุณได้หุ้นที่มีราคา "แพง" หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นคุณจะไม่มีทางขายทำกำไรได้อีกเลย เพราะได้ติดดอยตลอดกาล และปัจจัยที่กล่าวมาอาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อธุรกิจกลุ่มนั้นก็ได้ ที่ทำให้เราต้องเลือกที่จะ "ไม่ซื้อ" เอ๊ะยังไง

กฏของการลงทุนที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ขาดทุน ถ้าขาดทุนแล้วคุณจะทำธุรกิจไปทำไม นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่มีปัจจัยบวก นั่นทำให้ซื้อได้ในราคาที่แพง และมักจะขายขาดทุนตอนที่เกิดปัจจัยลบ แต่นักลงทุนที่ฉลาดมักจะซื้อหุ้นในขณะที่เกิดปัจจัยลบ และ จะขายได้ราคาในขณะที่เกิดปัจจัยบวก  เพราะฉะนั้นบทนี้จะว่าด้วยการลงทุนในหุ้นโดยตัดกลุ่มที่ราคาแพงเพราะปัจจัยบวกนั่นเอง

กลุ่มธุรกิจเกษตรกรรม

แน่นอนว่าปัจจัยเช่น ภูมิอากาศ ภัยแล้ง ภัยภิบัติ นโยบายด้านราคาของรัฐบาล ค่าเงินบาท ล้วนมีผลต่อหุ้นกลุ่มนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม บ้านเราปลูกอะไรก็ขึ้นง่าย บ้านผมมีที่เดินเล็กๆอยู่ข้างบ้าน พ่อผมปลูกกล้วย มะม่วง แบบทิ้งๆขว้างๆ กลับออกดอกออกผลดี นำมาแลกกับผลไม้จากบ้านข้างๆได้ แต่นั่นมันเป็นผลดีต่อกสิกรหรือว่าธุรกิจที่กลุ่มนี้กันแน่ เพราะถ้าหากผลิตสินค้าได้ง่าย และมากจนล้นตลาด สินค้านั้นก็จะไม่มีราคา ทำไมเราต้องซื้อจากคนอื่นด้วยในเมื่อเราก็ปลูกเองได้ เพราะฉะนั้น หากฝนตกตลอดฤดู สินค้าเก็บเกี่ยวง่าย กสิกรก็จะโดนกดราคาจากนายทุน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจกลุ่มนี้เพราะมีต้นทุนที่ต่ำ แต่ไม่เป็นผลดีกับกสิกรเลย และ รัฐบาลก็จำเป็นต้องออกนโยบายแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือ

แต่ปัญหาก็คือ เรารับรู้ข่าวสารนี้คนเดียวหรือ?

ณ ไตรมาส X บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรลดลงเพราะภัยแล้ง ทำให้หาซื้อ มันสำปะหลังได้ยากและมีราคาแพงขึ้นเนื้องจากผลผลิตน้อย

ณ ไตรมาส Y บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรดีขึ้นเพราะ ได้กว้านซื้อมันสำปะหลังจากกสิกรในราคาถูกเนื่องจากมีผลผลิตเยอะ

ณ ไตรมาส Z บริษัท XYZ ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังล่าสุดมีกำไรลดลงเนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการประกันราคามันสำปะหลัง ทำให้ต้องซื้อมันจากกสิกรด้วยราคาที่แพงขึ้น

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกซื้อหุ้นบริษัท XYZ นี้ที่ไตรมาสไหน?

กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

ถือเป็นกลุ่มที่มีกำไรต่ำและอัตรามาร์จินหรืออัตราส่วนกำไรต่อรายได้ไม่สูงนัก เนื่องจากมีคู่แข่งเยอะ
ลูกค้ามีทางเลือกสูง มีการแข่งขันกันดุเดือด แต่จัดเป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่ได้เรื่อยๆ และปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไร เป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและมักจะมีการเติบโตไปพร้อมกัน

ดังนั้นหากธุรกิจค้าปลีกเติบโตดี กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก็จะเติบโตตาม

และมักจะมีการเติบโตสูงเมื่อหน้าเทศกาลที่มีวันหยุดยาวเช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ก่อนเข้าพรรษา หลังออกพรรษา จริงๆประเทศไทยมีเทศกาลบ่อย วิธีคิดก่อนที่จะซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ ควรตั้งเป้าหมายว่าจะขายเมื่อใด เช่น ขายเมื่อมียอดขายสูงสุด อาจจะช่วงเทศกาลหยุดยาวมากๆ หรือ ช่วงที่รัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวางเป้าหมายการขายได้แล้ว

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มช่วงเวลาไหน?

จงอย่าลืมว่าถ้าคุณไม่รู้ว่าจะขายหุ้นนั้นที่ช่วงเวลาไหนก็จงอย่าซื้อ

กลุ่มธุรกิจอุปโภคบริโภค

ธุรกิจในกลุ่มนี้ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เลนส์ เครื่องประดับตบแต่งบ้าน และ ของใช้อื่นๆ ก็จัดเป็นธุรกิจที่มี อัตราส่วนกำไรต่อรายได้ไม่สูงมาก ธุรกิจขายเครื่องใช้ในบ้านอาจจะทำยอดขายได้สูงในบางช่วง เช่นเกิดเหตุ อุทกภัย ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยและคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นการจะพิจารณาซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ อาจจะต้องประเมินถึงการเติบโตของบริษัท ว่ามีการเติบโตสม่ำเสมอทุกปีหรือไม่ แต่ก็มีสินค้าบางประเภท ยกตัวอย่างเช่นแว่นตา ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น ก็มีโอกาสทำให้มาร์จินสูงและเพิ่มขึ้นทุกปีก็ได้

ดังนั้นการพิจารณาธุรกิจกลุ่มนี้ควรที่จะพิจารณาเป็นรายตัวมากกว่าที่จะเหมารวม และนั่นคือโอกาสที่เราจะได้หุ้นดีและราคาถูกโดยที่นักลุงทุนอื่นยังมองไม่เห็น

กลุ่มธุรกิจธนาคารและสินเชื่อ

หุ้นกลุ่มธนาคารและสินเชื่อมักจะแปรผันตรงกับสภาวะทางเศรษฐกิจและมีทิศทางตรงกันข้ามกับราคาทอง นั่นคือเศรษฐกิจดี มีการจับจ่ายใช้สอยเยอะ มีการกู้เงินสูง ราคาอสังหาพุ่ง หุ้นกลุ่มนี้ก็จะเติบโตดี และ หากเศรษฐกิจร้อนแรงเกิน หรือ ฟองสบู่เริ่มใกล้แตก ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามาควบคุมโดยการเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อลดเงินที่มากเกินในระบบ หุ้นกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มแรกๆที่ได้รับผลกระทบ

การจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ควรจะพิจารณาให้ดีว่า เราอยากจะอยู่ด้านไหนของการลงทุนระหว่าง กลุ่มผู้ถือหุ้น กับ กลุ่มเจ้าหนี้ นั่นก็คือ ผู้เป็นเจ้าของเงินฝากนั่นเอง ซึ่งสัดส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นนั้นจะน้อยกว่ากลุ่มเจ้าหนี้มาก นั่นเป็นคำตอบของ เหตุการณ์ที่ว่า หากประเทศใดเกิดวิกฤตทางการเงิน หรือ ฟองสบู่แตก เช่น ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ กรีซ รวมถึง ดอยซ์แบงค์ของเยอรมัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเจ้าหนี้ที่เป็นเจ้าของเงินฝากนั่นเอง

ลองพิจารณาให้ถี่ถ้วนดีๆว่า ธุรกิจธนาคารไม่มีความเสี่ยงจริงหรือ?

และถ้าไม่มีความเสี่ยง ควรจะลงทุนช่วงจังหวะไหน

ราคาอหังสาริมทรัพย์พุ่งขึ้นสูง และ ธนาคารแห่งประเทศประกาศขึ้นดอกเบี้ย
ราคาอหังสาริมทรัพย์ชะลอตัว และ ธนาคารแห่งประเทศประกาศลดดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐประกาศลดดอกเบี้ย

ก่อนที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ก็ควรรู้ล่วงหน้าจะขายเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรโดยต้องไม่ลืมกฏง่ายๆของการลงทุน นั่นก็คือ ราคาขาย ต้องมากกว่า ราคาซื้อ

กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และประกัน

หุ้นในกลุ่มธุรกิจนี้โดยภาพรวมมักไม่ได้มีการเติบโตอะไรมาก และโดยมากแล้วมีอัตราส่วนหนี้ที่สูง ซึ่งผมมักจะตัดหุ้นกลุ่มนี้ออกจากตัวเลือกแรกๆ เพราะต้องการหาหุ้นที่เติบโต แต่หากต้องการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จริงๆก็ควรพิจารณาเป็นรายตัว ก็ ไม่แน่ว่าอาจจะเจอของดีที่ซ่อนอยู่ก็ได้ ซึ่งในบทถัดๆไปผมจะสอนวิธีการพิจารณาจากงบการเงินครับ

โปรดติดตามการวิเคราะห์หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม อสังหา พลังงาน บริการ และ เทคโนโลยีได้ ในบทความต่อไปครับ



สำหรับคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นนักลงทุน หรือนักลงทุนหน้าใหม่ ผู้มักจะถูกจัดกลุ่มว่าเป็น "แมงเม่า" คงไม่มีใครชอบใจคำๆนี้ แต่สุดท้ายก็คงจะมืดแปดด้านไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ผมมีเพื่อนหลายคนที่เล่นหุ้น ส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จนั่นคือพอร์ทไปแตะที่ระดับร้อยล้าน แต่ส่วนใหญ่จะย่ำอยู่กับที่ นั่นเป็นคำถามว่าเพราะอะไร คนสองกลุ่มนี้ถึงต่างกัน กลุ่มที่ประสบความสำเร็จมีวิธีคิดและตัดสินใจต่างจากกลุ่มที่ประสบความล้มเหลวตรงไหน และที่ผมแปลกใจที่สุดคือ ในกลุ่มคนที่ประสบความล้มเหลวนั้น ก็ยังมีบางคนที่ทำการบ้านหนักไม่แพ้กลุ่มที่สำเร็จ และที่แย่ไปกว่านั้นคือคนกลุ่มนี้รู้ว่าตัวเองผิดพลาด แต่ไม่รู้ว่าพลาดที่ไหน พวกเขาจึงเลือกที่จะโละวิธีการทิ้งทั้งหมด เช่นบางคนจากที่เป็นแนวนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า กลับไปใช้วิธีการเชิงเทคนิกในการหาจังหวะเลือกซื้อหุ้น ทำให้ได้ราคาที่แพง หรือไปขายตัดราคาทำให้ขาดทุนทั้งๆที่เป็นหุ้นที่พื้นฐานดี ความผิดพลาดเหล่านี้เมื่อสะสมกันบ่อยๆ ทำให้เกิดการขาดทุนทบต้น ผลคือจากที่เคยกำไร พอร์ทก็ย่ำอยู่กับที่ จงจำไว้ว่า

คนโง่ที่ขยันมักจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าคนโง่ที่ขี้เกียจหลายเท่า

เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่เข้าใจบริษัทที่คุณกำลังจะซื้อ ก็จงอย่าซื้อ

บทความที่จะแบ่งปันนี้มีมีทั้งหมด 7 หัวข้อ ว่าด้วยเรื่องการซื้อหุ้นโดยตัดบริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ออก
แน่นอนว่าหุ้นที่ดีมักจะมีราคาแพง เนื่องจากนักลงทุนเน้นคุณค่าได้รับรู้ข่าวสารกันไปหมดแล้ว ถามว่าเราจะเลือกซื้อหุ้นที่ดีและราคาแพงเนื่องจากยังมีอนาคต หรือ เราจะรอจังหวะให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยช้อนซื้อ หรือ เราจะค้นหาหุ้นดีที่ราคาถูกเพราะยังไม่มีคนรับรู้ แต่ไม่ว่าจะเลือกวีธีไหนก็ตาม เราก็ต้องการหุ้นที่ "ดี" ทั้งนั้น

วิธีการตัดตัวเลือกทั้ง 7 วิธีที่จะกล่าวถึง จัดเป็นวิธีที่เป็นระบบ ไม่ใช้ความรู้สึกเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการมองหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานจริงๆ แล้วค่อยๆตัดทีละตัว หรือ ทีละหลายๆตัวออก ซึ่งผู้เขียนประสบความสำเร็จกับวิธีนี้มาแล้ว จึงได้นำมาแบ่งปัน และ หวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับนักลงทุนมือใหม่ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกนิยามว่าเป็น "แมงเม่า" อีกต่อไป